วันจันทร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2561

โคลนติดล้อ ตอน ความนิยมเป็นเสมียน

โคลนติดล้อ ตอน ความนิยมเป็นเสมียน

ที่มาของเรื่อง
บทความเรื่อง โคลนติดล้อ เป็นหนังสือรวมบทความแสดงความคิด พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเอยู่หัว โดยใช้นามแฝงว่า อัศวพาหุ” พระราชนิพนธ์เป็นภาษาไทย และภาษาอังกฤษ เมื่อปี พ.ศ.๒๔๕๘ เพื่อลงพิมพ์ใน หนังสือพิมพ์ไทย” และต่อมา หนังสือพิมพ์สยามออบเซอร์เวอร์” ได้นำมาพิมพ์ลงไว้อีกครั้งหนึ่ง แบ่งเป็น ๑๒ บทดังนี้
๑. การเอาอย่างโดยไม่ตริตรอง     ๒. การทำตนให้ต่ำต้อย
๓. การบูชาหนังสือเกินเหตุ         ๔. ความนิยมเป็นเสมียน
๕. ความเห็นผิด                     ๖. ถือเกียรติไม่มีมูล
๗. ความจนไม่จริง                   ๘. แต่งงานชั่วคราว
๙. ความไม่รับผิดชอบบิดามารดา   ๑๐. การค้าหญิงสาว
๑๑. ความหยุมหยิม                 ๑๒. หลักฐานไม่มั่นคง
ประวัติผู้แต่ง

เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๒๓ มีพระนามเดิมว่า สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ  เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ    ศึกษาวิชาการที่ประเทศอังกฤษ ทรงศึกษาในมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด และศึกษาวิชาการทหารบก ที่โรงเรียนนายร้อยแซนด์เฮิสต์ ได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมงกุฎราชกุมาร เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๗
เสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติ เมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๓ ได้ทรงตราพระราชบัญญัติ  ประถมศึกษา ให้เป็นการศึกษาภาคบังคับ ทรงตั้งกระทรวงการทหารเรือ กองเสือป่า และกองลูกเสือ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กรมศิลปากร โรงไฟฟ้าหลวงสามเสน คลังออมสิน กรมสถิติพยากรณ์ กรมสรรพากร กรมตรวจเงินแผ่นดิน กรมมหาวิทยาลัย กรมรถไฟหลวง และเปิดเดิน รถไฟไปเชื่อมกับมลายู ตั้งสถานเสาวภาและกรมร่างกฎหมาย ทรงเปลี่ยนการใช้ รัตนโกสินทร์ศก (ร.ศ.) เป็นพุทธศักราช (พ.ศ.) ทรงปลูกฝัง  ความรักชาติให้เกิดขึ้นใน  หมู่ประชาชาวไทย  ทรงเป็นศิลปิน  และส่งเสริมงานประพันธ์เป็นอย่างมาก ทรงเป็นผู้นำในการประพันธ์วรรณคดีไทย ทั้งที่เป็นร้อยแก้วและร้อยกรอง ทรงเขียนหนังสือทางด้านประวัติศาสตร์ และด้านการทหารไว้เป็นจำนวนมาก ประมาณถึง ๒๐๐ เรื่อง ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยใช้นามปากกามากมาย เช่น  ศรีอยุธยา  พระขรรค์เพชร อัศวพาหุ นายแก้วนายขวัญ  พันแหลม  รามกิตติ   สุครีพ  พาลี   ศรีธนญชัย  รามสูร  วชิราวุธ สุริยงส่องฟ้า  อัญชัญ  น้อยลา  พันตา  หนานเเก้วเมืองบูน  นักเรียนคนหนึ่ง  นักเรียนเก่า  พรานบุญ  เสือเหลือง  เลขานุการ  จุลสมิต  มหาสมิต  วรสมิต  วิริยะสมิต โสตสมิธ  วรรณสมิต  วิภาสมิต  บรรณาธิการ  ดุสิตสมิต  อัศวพาหุ  พระขรรค์เพชร  ไก่เขียว  รามจิตติ  พระขรรค์เพชร  น้อยลา  สุครีพ
พระองค์ได้รับ ถวายพระราชสมัญญานามว่า สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า ทรงเป็นนักปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่พระองค์หนึ่งของไทย
ลักษณะคำประพันธ์
เป็นบทความร้อยแก้ว แสดงคามคิดเห็นเกี่ยวกับค่านิยมของคนไทยที่นิยมอาชีพเป็นเสมียน

เนื้อเรื่อง ตอนที่ ๔ ความนิยมเป็นเสมียน
เสมียนคือผู้ทำหน้าที่เกี่ยวกับหนังสือ ผู้มีการศึกษานั้นนิยมเป็นเสมียน คือนิยมเข้ารับราชการผู้ที่เป็นเสมียนจึงไม่สนใจกลับไปทำการเกษตรในภูมิลำเนาของตนซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์ได้มากกว่าผู้ที่เป็นเสมียนจึงนิยมใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ บุคคลเหล่านี้เห็นว่าการทำงานอย่างอื่นไม่สมเกียรติยศของตนเองเพราะคนที่ได้รับการศึกษาไม่ควรเสียเวลาไปทำงานที่คนไม่รู้หนังสือก็ทำได้คนจำพวกนี้จึงยอมทนใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ ทั้งที่เงินเดือนไม่มากแต่ก็จับจ่ายใช้ทรัพย์เพื่อการต่าง ๆ เช่น นุ่งผ้าม่วงสี ดูหนัง กินข้าว ตามร้านอาหารถ้าคนเรายังมีค่านิยมเห็นว่าการเป็นเสมียนมีศักดิ์ศรีสูงกว่าการเป็นชาวนา ชาวสวน หรือพ่อค้า คนก็มักจะใฝ่ทะเยอทะยานอยากเป็นเสมียนเมื่อกระทรวงทบวงการคัดเลือกเสมียนที่มีมากเกินความจำเป็นออกบุคคลเหล่านี้จะไม่สามารถไปทำงานอื่นได้ เพราะเคยเป็นเสมียนมานานผู้ที่เป็นเสมียนไม่อาจไปเป็นชาวนาได้ ด้วยเหตุผลหลายประการ เช่นเห็นว่าไม่สมเกียรติของตน ไม่อาจไปอยู่ตามบ้านนอกได้ ดังนั้นจึงคงอยู่ในเมืองเพื่อหาตำแหน่งเสมียนต่อไป อายุมากขึ้นโอกาสยิ่งน้อยลง
ในตอนท้ายของบทความจบด้วยคำถามกระตุ้นให้คิดว่า สมควรหรือไม่ที่จะเปลี่ยนค่านิยมในการเป็นเสมียนแล้วหันไปทำงานอื่น ๆ ที่ทำประโยชน์ได้ดีกว่าการเป็นเสมียน
คุณค่าของเรื่อง
๑. เป็นตัวอย่างของบทความที่ดี
๒. เสนอข้อคิดเกี่ยวกับปัญหาของบ้านเมืองในเรื่องค่านิยมที่เป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศให้เจริญ
๓. ให้แนวคิดที่เป็นประโยชน์ว่าอาชีพอื่นก็สามารถทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติได้
            คุณค่าด้านเนื้อหา
๑) รูปแบบ  บทความเรื่องโคลนติดล้อ  ตอน  ความนิยมเป็นเสมียนเป็นงานเขียนประเภทร้อยแก้วที่ให้ทั้งความรู้และความคิด  มีเนื้อหาสร้างสรรค์ทรงคุณค่า  ซึ่งเป็นการใช้รูปแบบงานเขีนได้อย่างเหมาะสมกับเนื้อหา
๒)  องค์ประกอบของเรื่อง
       ๒.๑  สาระ  เป็นการแสดงความคิดเรื่องค่านิยมเกี่นวกับอาชีพที่คนทั่วไปมักนิยมยกย่องข้าราชการ  และผู้ที่ทำงานในสำนักงาน  จนมองข้ามความสำคัญของอาชีพอื่น  เหมือนโคลนติดล้อรถ
        ๒.๒  โครงเรื่อง  บทความเรื่องโคลนติดล้อ  ตอน  ความนิยมเป็นเสมียน  เป็นร้อยแก้วแสดงความคิดเห็น  ที่มีองค์ประกอบของบทความครบทั้ง  ๓  ส่วน  คือ
         ส่วนนำ  :  มีการใช้ข้อความที่ต่อเนื่องจากบทที่  ๓  เรื่องการบูชาหนังสือจนเกินเหตุ  ดังนั้น ผู้อ่านบทความโคลนติดล้อที่ลงพิมพ์อย่างต่อเนื่องในหนังสือพิมพ์สยามออฟเซอร์เวอร์  จะเห็นการเชื่อมโยงเข้าสู่เนื้อหาที่พระองค์ทรงเปิดประเด็นมุมมองถึงความเสียหายที่จะตามมาของผู้ที่รับการศึกษาในระบบโรงเรียนมีมากขึ้น
         ส่วนเนื้อเรื่อง  :  มีการแบ่งออกเป็นย่อหน้าทั้งหมด  ๗  ย่อหน้า  แต่ละเรื่องโยงกันเป็นลำดับ  ตั้งแต่การตั้งความหวังในอนาคตเมื่อเรียนจบ  โดยลืมพื้นความหลังทางวัฒนธรรมว่าสังคมไทยเป็นสังคมเกษตรกรรม  แต่ละย่อหน้ามีการอธิบายและการยกตัวอย่างชัดเจน
          ส่วนสรุป  :  ผู้เขียนได้กล่าวถึงหนทางการแก้ปัญหา  และใช้กลวิธีในการปิดเรื่องโดยใช้คำถามในบรรทัดสุดท้ายว่า  เพราะฉะนั้นท่านจะไม่ช่วยกันบ้างหรือ
กลวิธีในการแต่ง  บทความเรื่องโคลนติดล้อ  ตอน ความนิยมเป็นเสมีียน  ผู้ประพันธ์มีกลวิธีการเขียนที่ชวนอ่าน  น่าติดตาม  มีการลำดับเนื้อหาเป็นขั้นตอน  อ่านเข้าใจง่าย  โดยแบ่งย่อหน้ายาวสั้นสลับกันไป  รวม  ๑๑  ย่อหน้า  แต่ละย่อหน้าทีประเด็นสำคัญ  มีเนื้อหาสาระน่าสนใจ  และมีการนำเสนอต่อเนื่องสัมพันธ์กันอย่างดี  เริ่มต้นจากคำนำที่จูงใจให้ผู้อ่านสนใจติดตาม  โดยการนำเสนอปัญหาที่เกิดจากการให้การศึกษาแก่ประชาชน  ซึ่งผู้ประพันธ์แสดงความคิดเห็นว่า  "ให้ผลเป็นที่น่ารำคาญ"  ทำให้ผู้อ่านเกิดความสนใจติดตามหาคำตอบไม่ว่าปัญหานั้นคืออะไรในส่วนของเนื้อหาที่นำเสนอแต่ละย่อหน้า  ผู้ประพันธ์ไดอธิบายเนื้อหา  ความสำคัญ  แสดงเหตุผล  ใช้ตัวอย่างประกอบได้อย่างชัดเจน  บางครั้งมีการกระตุ้นให้ผู้อ่านคิดโดยใช้คำถามให้ผู้อ่านนำไปคิดต่อ  นับเป็นวิธีการประพันธ์ที่มีคุณค่า  ใช้เป็นแบบอย่างขอองบทความแสดงความคิดเห็นได้เป็นอย่างดี
๓) แนวคิดของผู้เขียน
       ๑)  ความหมายของคำว่าเสมียน  การเป็นเสมียนความหมายของผู้เขียน  หมายถึง  อาชีพที่ทำงานในบริษัท    สำนักงาน  ทั้งเอกชนและของรัฐบาล  เป็นผู้ที่ได้รับเงินเดือนเป็นประจำทุกเดือน
        ๒)  ทุกอาชีพมีความสำคัญเหมือนกัน  อาชีพทุกอาชีพเป็นอาชีพที่มีเกียรติยศเท่าๆ กัน  สามารถทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติได้เหมือนกัน
        ๓)  ความนิยมเป็นเสมียน  ความนิยมเป็นเสมียนเปรียบเหมือนโคลนอีกก้อนที่ติดล้อรถ  เป็นตัวถ่วงความเจริญ  เพราะค่านิยมของคนที่เห็นอาชีพเสมียนเป็นอาชีพที่มีเกียรติกว่าอาชีพอื่นๆ  ในสังคม  ทำให้ผู้มีความรู้ความสามารถจำนวนมากมายึดติดอยู่กับตำแหน่ง  ยศศักดิ์  ทั้งๆ ที่ถ้าไปประกอบอาชีพอื่นจะได้ประโยชน์มากกว่า
         ๔)  การใช้ชีวิตฟุ้งเฟ้อ  ผู้ที่นิยมเป็นเสมียนในยุคสมัยนั้น  มักมีฐานะความเป็นอยู่ที่เกินฐานะ  โดยเฉพาะการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเพื่อรักษาเกียรติยศและหน้าตาของตน
      ๕)  ความสำคัญของการเกษตร  ชาวไร่  ชาวนา  ชาวสวน  เป็นผู้ผลิต  มีความสำคัญอย่างยิ่งในประเทศเกษตรกรรมแบบไทย
          ๖)  การมองข้ามความสำคัญของท้องถิ่น  ชายหนุ่มที่เข้ามาทำงานในเมืองมักลืมถิ่นฐานบ้านเกิด ไม่ยอมกลับไปทำงานในภูมิลำเนาของตน
           ๗)  ค่านิยมเกี่ยวกับอาชีพ  คนทั่วไปมักยกย่องข้าราชการและผู้ที่ทำงานในสำนักงาน  จนมองข้ามความสำคัญของอาชีพอื่น
           ๘)  อิทธิพลของสื่อมวลชน  สื่อมวลชนและสาธารณชนมีอิทธิพลอย่างมากในการเผยแพร่ความคิด  โดยการยกย่องให้เกียรติชาวนาจะทำให้เกิดกระแสของคนทั่วไปตามมา
            ๙)  ความไม่มั่นคงในอาชีพทำให้เกิดปัญหาในสังคมตามมา  ผู้ที่ต้องออกจากอาชีพที่ตนทำเมื่ออายุมากขึ้น  มักถูกชักจูงให้ประพฤติทุจริตได้ง่ายเมื่อจับแนวคิดของผู้เขียนได้ดังกล่าวแล้ว  จะต้องหาเหตุประกอบการพิจารณา  ได้แก่สภาพของสังคมไทยในสมัยรัชกาลที่  ๖
คุณค่าด้านวรรณศิลป์
๑. การสรรคำ  ในแง่ของศิลปะการประพันธ์  ทรงพระราชนิพนธ์โดยสำนวนภาษาที่เรียบง่าย  แต่แฝงไว้ด้วยศิลปะการใช้ภาษา  ทำให้บทความน่าอ่านและน่าติดตามดังต่อไปนี้
    ๑.๑ ใช้ถ้อยคำเรียบง่าย  สื่อความตรงไปตรงมา มีการใช้ศัพท์ภาษาอังกฤษบ้างดังตัวอย่าง
      “..เด็กทุก ๆ คนซึ่งเล่าเรียนสำเร็จออกมาจากโรงเรียนล้วนแต่มีความหวังฝังอยู่ว่าจะได้มาเป็นเสมียน หรือเป็นเลขานุการ และจะได้เลื่อนยศเลื่อนตำแหน่งขึ้นเร็ว ๆ เป็นลำดับไป เด็กที่ออกมาจากโรงเรียนเหล่านี้ย่อมเห็นว่ากิจการอย่างอื่นไม่สมเกียรติยศนอกจากการเป็นเสมียน ข้าพเจ้าเองได้เคยพบเห็นพวกหนุ่ม ๆ ชนิดนี้หลายคนเป็นคนฉลาดและว่องไว และถ้าหากเขาทั้งหลายนั้นไม่มีความกระหายจะทำงานอย่างที่พวกเขาเรียกกันว่า "งานออฟฟิศ" มากีดขวางอยู่แล้ว เขาก็อาจจะทำประโยชน์ได้มาก..
๑.๒ การซ้ำคำ  เพื่อเน้นย้ำแสดงความหนักแน่นของความ  ทำให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์คล้อยตาม  เช่น
 “ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครรู้จัก ไม่มีใครรัก ไม่มีใครอาลัย เป็นการลงเอยอย่างมืดแห่งชีวิตที่มืดไม่มีสาระ
๑.๓  การใช้โวหาร  ทำให้ผู้อ่านเห็นภาพและเข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น  เช่น  ชื่อเรื่องบทความ  โคลนติล้อ”  เป็นการใช้โวหารภาพพจน์แบบอุปลักษณ์  โคลนหมายถึง  ปัญหาและอุปสรรคที่กีดขวางความเจริญของประเทศชาติเหมือนโคลนที่ติดล้อรถทำให้รถเคลื่อนไปได้ไม่สะดวก
นอกจากนี้ยังมีการใช้ภาพพจน์แบบอุปมา  เป็นการใช้ความเปรียบเทียบให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกคล้อยตามและเห็นด้วย  ดังตอนที่กล่าวถึงผู้นิยมความเป็นเสมียนว่า “..ถ้าจะเปรียบพืชที่เขาได้ทำให้งอกต้องนับว่าน้อยกว่าผลที่เขาได้กินเข้าไป ..
คุณค่าด้านสังคม
      ๑. สะท้อนภาพชีวิตและค่านิยมของสังคมไทยในอดีต  เมื่อผู้อ่านได้อ่านบทความแล้ว  จะมองเห็นภาพสังคมและค่านิยมของผู้คนในสมัยรัชกาลที่ ๖  ได้เป็นอย่างดี  เช่น  ค่านิยมที่ยกย่องคนรับราชการ  ทำให้ผู้มีการศึกษาชีชีวิตอยู่ในเมืองหลวง  ไม่กลับไปประกอบอาชีพในภูมิละเนาของตน  ดังตัวอย่าง
      “..เขาตอบว่าเขาเป็นผู้ที่ได้รับความศึกษามาจากโรงเรียนแล้ว ไม่ควรจะเสียเวลาไปทำงานชนิดซึ่งคนที่ไม่รู้หนังสือก็ทำได้ และเพราะเขาไม่อยากจะลืมวิชาที่เขาได้เรียนรู้มาจากโรงเรียนนั้นด้วย เพราะเหตุนี้เขาสู้สมัคร อดอยากอยู่ในกรุงเทพฯ ได้เงินเดือนเพียงเดือนละ ๑๕ บาทหรือ ๒๐ บาท ยิ่งกว่าที่จะกลับไปประกอบการเพื่อเพิ่มพูนความสมบูรณ์แห่งประเทศในภูมิลำเนาเดิมของเขา..
       ค่านิยมผิดๆ  ของผู้ที่นิยมเป็นเสมียน  ซึ่งส่งผลให้ต้องอดทนต่อความลำบาก  เพราะต้องใช้ความเป็นอยู่แบบเกินฐานะใช้จ่ายอย่างสุรุ่นสุร่าย  เพื่อรักษาเกียรติและหน้าตาของคน  ดังตัวอย่าง
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ อีสาน ชนบท    “..ในเงินเดือน ๑๕ บาทนี้พ่อเสมียนยังอุตส่าห์จำหน่ายจ่ายทรัพย์ได้ต่าง ๆ เช่นนุ่งผ้าม่วงสี ใส่เสื้อขาว สวมหมวกสักหลาด และในเวลาที่กลับจากออฟฟิศแล้วก็ต้องสวมกางเกงแพรจีนด้วย และจะต้องไปดูหนังอีกอาทิตย์ละ ๒ ครั้งเป็นอย่างน้อย..
        ๒. ทราบปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นในอดีต  บทความนี้ทำให้เราทราบว่าสมัยรัชกาลที่  ๖  ปัญหาที่คอบขัดขวางถ่วงความเจริญของบ้านเมืองในขณะนั้นว่ามีอะไรบ้าง  เช่น  การเชื่อถือข้อความทางหนังสือพิมพ์ที่ยังไม่ได้พิจารณาข้อเท็จจริง  ชายหนุ่มที่เข้ามาทำงานในเมืองแล้วไม่กลับไปประกอบอาชีพในภูมิลำเนาของตน
       ๓. สะท้อนข้อคิดที่สามารถนำไปใช้ในการดำเนินชีวิต  บทความเรื่องโคลนติดล้อ ให้ข้อคิดแก่คนในสังคมไทยได้เป็นอย่างดีว่า  ไม่ควรลืมรากฐานของตนเอง  ไม่ดูถูกอาชีพเกษตรกรรม  ไม่ควรใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายเกินรายและฐานะทางเศรษฐกิจของตนและที่สำคัญควรรู้จักใช้ความรู้ความสามารถสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมอย่างเต็มที่  ซึ่งข้อคิดนี้ยังไม่ล้าสมัยสามารถนำไปปรับใช้ได้เป็นอย่างดีในปัจจุบัน
       การนำข้อคิดจากบทความเรื่อง  โคลนติดล้อไปใช้ในชีวิตประจำวันจึงเป็นการเปลี่ยนโลกทัศน์และแนวคิดแบบใหม่  ซึ่งถ้าผู้อ่านเห็นด้วย  คนไทยก็จะไม่ทิ้งภูมิปัญญาดั้งเดิมของคนไทยที่เคยเป็นมา  และควรส่งเสริมให้เยาชนไทยในสมัยปัจจุบันไม่ให้ลืมถิ่นกำเนิดของตนและต้องสนับสุนนให้ผู้มีความรู้ความสามารถกลับไปช่วยพัฒนาท้องถิ่นของตน

การเพิ่มคำ

คำและการเพิ่มคำ

คำและการเพิ่มคำ
คำ           คือ  หน่วยที่เล็กในภาษาที่ต้องมีความหมาย
ประโยค  คือ  หน่วยใหญ่สุดในภาษา
คำมูล
คำมูล คือ คำดั้งเดิมในภาษาต่าง ๆ ที่มีใช้ในภาษาไทยเป็นคำไทยแท้ หรือเป็นคำที่มาจากภาษาอื่นก็ได้ เป็นพยางค์เดียวหรือหลายพยางค์ก็ได้ ที่ไม่ได้เกิดจากการรวมคำใด ๆ ดังนั้นเมื่อแยกคำมูลออกจากกันแล้วจะไม่มีความหมาย
 คำประสม
 คำประสม  คือคำที่ประกอบขึ้นจากคำมูล ๒ คำ ขึ้นไปมารวมกัน เมื่อมาประสมกันแล้วจะได้คำใหม่ โดยมีเค้าความหมายคล้ายเดิม หรืออาจเปลี่ยนไปบ้างก็ได้
คำประสมต้องเกิดความหมายใหม่แต่มีเค้าความหมายเดิม
คำประสมอาจทำหน้าที่เป็นคำชนิดต่าง ๆ ได้ เช่น คำนาม  คำกริยา  คำวิเศษณ์
คำประสมบางคำ สลับที่กัน ความหมายและหน้าที่ของคำเปลี่ยนไป เช่น
นอนหลับ   หลับนอน   น้ำตา  ตาน้ำ  กินอยู่  อยู่กิน  ชาเย็น  เย็นชา  ทางเดิน  เดินทาง  ใจหาย  หายใจ  ถ่ายรูป  รูปถ่าย  ใจน้อย  น้อยใจ  ผ้าห่ม  ห่มผ้า  ใจดี  ดีใจ
ข้อสังเกต   คำแรกในคำประสม เรียกว่า  คำต้น   คำที่มาต่อท้ายเรียกว่า  คำเติม
ความหมายของคำประสม
๑.มีความหมายนัยตรง เช่น  พ่อตา  แม่ยาย  น้ำปลา  แกงไก่  สวนสัตว์  ผ้าไหว้ ยาถ่าย  ข้าวตาก  ปลาเค็ม แกงเผ็ด  คนขายของ  ขนส่ง  เดินเที่ยว  ใจดี  มือแข็ง  สระน้ำ  แม่น้ำ  ลูกน้ำ  ฯลฯ
๒.มีความหมายเชิงเปรียบเทียบ  เช่น  เส้นสาย  นอกครู  หัวหมุน  ไก่อ่อน  อกแตก
 คำซ้อน
 คำซ้อน  คือ  การนำคำมูลที่มีความหมายเหมือนกัน  คล้ายกัน หรือตรงกันข้ามกัน มาซ้อนกัน
ชนิดของคำซ้อน
  • คำซ้อนเพื่อความหมาย
ความหมายคล้ายกัน เช่น  กักขัง  ครอบครอง  บุกรุก  คัดเลือก  แจกแจง
ความหมายตรงกันข้ามกัน เช่น สูงต่ำ  ดำขาว อ้วนผอม  เท็จจริง  มากน้อย
ความหมายเปรียบเทียบ  คัดเลือก  ค้ำจุน
  • คำซ้อนเพื่อเสียง
เช่น จู้จี้  จุกจิก เอะอะ  เลอะเทอะ  มีทั้งเสียงพยัญชนะและเสียงสระ
  • คำซ้อนบางคำเกิดจากภาษากลางซ้อนกับภาษาถิ่นหรือภาษาต่างประเทศที่มีความหมายเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน เช่น เสื่อสาด อ้วนพี โจรผู้ร้าย  เจริญรุ่งเรือง ทรัพย์สิน ตรวจสอบ แบบฟอร์ม
 ข้อสังเกตคำซ้อน
  • มักมีเสียงสัมผัสกัน เช่น ถกเถียง ขยับเขยื้อน หนักแน่น เพราะพริ้ง เฟื่องฟู
  • คำที่มี ๒ พยางค์ซ้อนกันจะกลายเป็น ๔ พยางค์ เช่นเฉลียวฉลาด สนุกสนาน
  • คำซ้อนบางคำ บัญญัติขึ้นในภาษาไทยเพื่อใช้เปรียบเทียบกันศัพท์ต่างประเทศ เช่น ปรับแปรง (adapt)   แปรผัน(vary)    หักเห(refract)
  • บางคำแปลความหมายของคำที่นำมาซ้อน เช่น ข่มเหง นัยน์ตา
  • คำซ้อนเป็นที่ยอมรับของผู้ใช้ภาษา
  • คำซ้อนบางคำถ้าเปลี่ยนตำแหน่งของคำ ความหมายจะเปลี่ยนไป เช่น แหลกเหลว-เหลวแหลก   แน่นหนา-หนาแน่น  เหยียดยาว-ยาวเหยียด กินอยู่-อยู่กิน แต่มีบางคำสลับที่แล้วความหมายไม่เปลี่ยน เช่น  เกี่ยวข้อง-ข้องเกี่ยว  แจกจ่าย-จ่ายแจก
คำซ้ำ
คือคำมูลที่มีรูปและเสียงซ้ำกันมารวมกันแล้วความหมายแปรเปลี่ยน เป็นวิธีการเพิ่มคำขึ้นโดยออกเสียงซ้ำคำเดิมให้ต่อเนื่องกัน ใช้เครื่องหมาย ๆ เติมหลังคำเดิม
ข้อสังเกตคำซ้ำ
  • คำๆหนึ่งมาซ้ำกันสองครั้ง เช่น เด็ก ๆ เล็กๆ เล่น ๆ
  • การซ้ำคำจะนำคำชนิดใดหรือทำหน้าที่ใดมาซ้ำก็ได้ เช่น ขาว ๆ หนุ่ม ๆ กล้วยๆ หมูๆ
  • คำซ้ำบางคำอาจแยกมาจากคำซ้อน เช่น ลูบคลำ-ลูบๆคลำๆ อดอยาก-อดๆ อยากๆ  จดจ้อง-จดๆ จ้องๆ  หนุ่มสาว-หนุ่มๆสาวๆ
  • คำซ้ำบางคำต้องใช้คู่กันจึงจะเกิดความหมาย เช่น งูๆปลาๆ สดๆร้อนๆ  เจ็บๆไข้ๆ  สุกๆดิบๆ  ลมๆแล้งๆ
การใช้คำซ้ำ
  • เปลี่ยนไปจากความหมายเดิม คือ มีความหมายเป็นพหูพจน์ เช่น เด็กๆ เพื่อนๆ ลูกๆ
  • มีความหมายอ่อนลง หรือทำอย่างไม่ตั้งใจ เช่น ไปนั่งๆ ให้เขาเห็นสักหน่อย หรือทำๆให้พอเสร็จ
  • เมื่อซ้ำคำวิเศษณ์ ทำให้มีความหมายว่าทำกริยานั้นๆ ต่อเนื่องกัน เช่น เธอร้องกรี๊ดๆ อยู่ลั่นห้อง
  • เมื่อซ้ำคำวิเศษณ์ ขยายนามหรือกริยาจะมีความหมายอ่อนลง หรือไม่เจาะจง เช่น เธอสวมเสื้อสีดำๆ กินให้อิ่มๆ นะจะได้มีแรง
  • เมื่อซ้ำคำบุพบท มีความหมายไม่เจาะจง เช่น เขายืนอยู่ริมๆ ถนน
  • ในภาษาพูดที่ไม่เป็นทางการอาจเปลี่ยนวรรณยุกต์ เช่น เด๊กเด็ก
  • มีบางคำต้องออกเสียงซ้ำเสมอเช่น ฝนตกหยิมๆ
  • การใช้ไม้ยมก กำหนดใช้ในบทร้อยแก้วเท่านั้น
 คำสมาส
               คำสมาส มี  ๒  แบบ
๑.สมาสโดยวิธีการสร้างคำแบบสมาส
๒.สมาสโดยวิธีการสร้างคำแบบสนธิ (เชื่อมศัพท์)
 คำสมาสแบบวิธีสมาส
๑.จะต้องเป็นภาษาบาลีสันสกฤตเอามาชนกันเท่านั้น ห้ามนำคำชนิดอื่นเข้าไปผสม
คำต่อไปนี้ไม่ใช่คำสมาส เพราะมีคำไทยหรือคำภาษาอื่นปะปนอยู่ เช่น พลเมือง  พลความ  พลเรือน  พระพุทธเจ้า  ตรัสรู้  สรรพสิ่ง  ผลไม้  ราชวัง  คุณค่า  ทุนทรัพย์  ราชดำเนิน  ชำนาญการ  ฯลฯ
๒.คำสมาสตรงรอยชน  จะต้องอ่านเสียงสระ ถ้าระหว่างรอยชนไม่มีรูปสระ ให้อ่าน สระอะ  เช่น ประวัติศาสตร์  อุบัติเหตุ  บุตรรรยา  มนุษธรรม  ทากรรมกร  ชาติภูมิ  ชาติพันธุ์  ญาติเพท ฯลฯ
ยกเว้น ชื่อเฉพาะบางคำ เช่น  ธนบุรี  ชลบุรี  สมุทรปราการ  สุภาพบุรุษ  มัธยมศึกษา มหาชน มหาพน ฯลฯ
๓.คำหลักอยู่หลัง คำขยายอยู่หน้า (เวลาแปลจึงแปลจากหลังมาหน้า)  เช่น อัคคีภัย (ภัยที่เกิดจากไฟ)
สังฆราช(ราชาของสงฆ์)  สุนทรพจน์(ถ้อยคำอันไพเราะ)  ปูชนียสถาน(สถานที่ควรบูชา) รัฐมนตรี(ที่ปรึกษาของรัฐ)
๔.ระหว่างรอยชนห้ามใช้ (      ) และ (    )  เช่น
แพทย์ +  ศาสตร์   =  แพทยศาสตร์              กาญจน์ + บุรี    =  กาญจนบุรี
ศิลป์ + ศาสตร์      =   ศิลปศาสตร์                 อิสระ  +  ภาพ   =  อิสรภาพ
ยกเว้น  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย(เพราะเป็นชื่อที่มีมาแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ และเป็นนามพระราชทาน)
๕.คำที่ลงท้ายด้วย  ศาสตร์  ภาพ  ภัย  กรรม  การ  กิจ  ศึกษา  มักเป็นคำสมาส  เช่น อักษรศาสตร์
ทัศนียภาพ  โจรกรรม  วาตภัย  อุตสาหกรรม  ธุรกิจ  หัตถศึกษา  พลศึกษา ฯลฯ
คำสมาสแบบสนธิ
       การสมาสแบบสนธิ  คือ  การกลืนเสียงของคำ  หมายถึง การนำภาษาบาลี สันสกฤต มาเชื่อมกัน มี  ๓ วิธี คือ
๑.สระสนธิ  คือ คือการเชื่อมด้วยสระกับสระ ของคำแรกกับคำหลัง (ลบสระหน้าใช้สระหลัง) เช่น
อะอา + อะอา   =   อา                                      เทศ + อภิบาล      =   เทศาภิบาล
อะอา + อิอี       =   ออีเอ                                 นร + อินทร์        =   นรินทร์
อะอา + อุอู       =   อุอูโอ                                 ชล + อุทร             =   ชโลทร
อิอี + อิ              =   อิ                                      กรี + อินทร์          =   กรินทร์
อุอู + อุอู           =   อุอู                                    ครู + อุปกรณ์       =   ครุปกรณ์
อะอา + เอไอโอเอา  =  เอไอโอเอา               โภค + ไอศวรรย์  =  โภไคสวรรย์
๒.พยัญชนะสนธิ  คือการเชื่อมด้วยพยัญชนะกับพยัญชนะของคำแรกกับคำหลัง  ให้จำไว้เลยว่า พยัญชนะสนธิมีคำดังต่อไปนี้  มโนภาพ  มโนรถ ศิโรเพฐน์  เตโชชัย  นิรภัย  อาตมาภาพ
พรหมชาติ  รโหฐาน  เตโชธาตุ  นิรทุกข์  ทุรชน  ทุรพล
๓.นิคหิตสนธิ  คือ     เชื่อมกับพยัญชนะหรือสระของคำหลัง  มี ๓ วิธี
๓.๑   + สระ  ให้เปลี่ยนนิคหิตเป็น  ม  แล้วสนธิกัน
สํ + อาคม          =       สม + อาคม               =       สมาคม
สํ + อาทาน        =            สม + อาทาน        =            สมาทาน
สํ + อุทัย            =            สม + อุทัย            =            สมุทัย
สํ + โอสร          =            สม + โอสร             =            สโมสร
๓.๒  ํ + พยัญชนะ  ให้เปลี่ยน (   ํ  ) เป็นพยัญชนะตัวสุดท้ายของวรรคที่สนธิด้วย
(พยัญชนะตัวสุดท้ายของพยัญชนะวรรคคือ  ง  ญ  ณ  น  ม )
สํ + คม                =            สัง + คม                =            สังคม(ก ข ค ฆ ง)
สํ + จร                 =            สัญ + จร               =            สัญจร(จ ฉ ช ฌ ญ)
สํ + ฐาน               =            สัณ + ฐาน            =            สัณฐาน(ฏ ฐ ฑ ฒ ณ)
สํ + ธาน                =            สัน + ธาน            =            สันธาน(ต ถ ท ธ น)
สํ + ผัส                  =           สัม + ผัส               =            สัมผัส(ป ผ พ ภ ม)
๓.๓   + เศษวรรค  ให้เปลี่ยน (   ํ  ) เป็น  ง   เท่านั้น
สํ + โยค            =            สังโยค
สํ +  วร             =            สังวร
สํ +  สาร           =            สงสาร
สํ + หรณ์           =            สังหรณ์คำและการเพิ่มคำ
อ้างอิง https://mayuree2016.wordpress.com
ชื่อ นางสาว จิรภิญญา หมวดคง ชั้นม.5/2 เลขที่ 32

ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร

ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร
ความหมายของการสื่อสาร
ความรู้พื้นฐานเรื่องการสื่อสาร

            การสื่อสารเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต  มนุษย์จำเป็นต้องติดต่อสื่อสารกันอยู่ตลอดเวลา  การสื่อสารจึงเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งนอกเหนือจากปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตของมนุษย์ การสื่อสารมีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์มาก   การสื่อสารมีความสำคัญอย่างยิ่งในปัจจุบัน ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นยุคโลกาภิวัตน์ เป็นยุคของข้อมูลข่าวสาร  การสื่อสารมีประโยชน์ทั้งในแง่บุคคลและสังคม การสื่อสารทำให้คนมีความรู้และโลกทัศน์ที่กว้างขวางขึ้น การสื่อสารเป็นกระบวนการที่ทำให้สังคม เจริญก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้มนุษย์สามารถสืบทอดพัฒนา เรียนรู้ และรับรู้วัฒนธรรมของตนเองและสังคมได้  การสื่อสารเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาประเทศ  สร้างสรรค์ความเจริญก้าวหน้าแก่ชุมชน และสังคมในทุกด้าน            
    ทักษะการสื่อสาร (Communication Skills)  แบ่งออกเป็น 4 ประเภท
1. ทักษะการฟัง (Listening Skills)
      การฟัง คือ การได้รับสารที่ส่งมาและทำความเข้าใจความหมายของสารที่รับมา ได้อย่างเข้าใจตรงกัน
ความสำคัญ
           - ช่วยให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน
           - ช่วยพัฒนาความรู้
           - ช่วยให้สบายใจ
           - ช่วยระบายความรู้สึก
           - ช่วยให้พูดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. ทักษะการอ่าน (Reading Skills)
      การอ่าน คือ การรู้ สังเกตและทำความเข้าใจความหมายของทั้งวัจนภาษาและอวัจนภาษา
ความสำคัญ
           - ช่วยสร้างองค์ความรู้
           - ช่วยพัฒนาด้านอารมณ์
           - ช่วยส่งเสริมความคิด
           - ช่วยหาคำตอบ
3. ทักษะการพูด (Speaking Skills)
      การพูด คือ การส่งสารโดยใช้วัจนภาษาและอวัจนภาษาเพื่อให้ผู้ฟังได้รับสารแล้วเกิดความเข้าใจในสารนั้นๆ
ความสำคัญ
           - ช่วยให้ข้อมูล
           - ช่วยโน้มน้าว
           - ช่วยสร้างความบันเทิง
           - ช่วยสร้างสรรค์
           - ช่วยให้รู้สึกดี
4. ทักษะการเขียน (Writing Skills)
       การเขียน คือ การใช้ภาษาเพื่อสื่อสารถึงความรู้ ความคิด ความรู้สึก และอารมณ์ต่างๆ จากผู้เขียนไปยังผู้อ่าน
ความสำคัญ
            - ช่วยถ่ายทอดและบันทึกข้อมูล
            - ช่วยพัฒนาสติปัญญาและอารมณ์
            - ช่วยสร้างความเข้าใจ
            - ช่วยอธิบาย
            - ช่วยเล่าเรื่อง

               การสื่อสารที่ดี ผู้ที่สื่อสารต้องให้ความสำคัญกับผู้ฟังให้มากกว่า ตัวเราเองเพราะจุดประสงค์ของการสื่อสารคือ ทำให้ผู้ฟังเข้าใจและคล้อยตามแนวความคิด ดังนั้นหากเราสื่อสารได้ตรงกับความต้องการของผู้ฟังแล้วย่อมทำให้การสื่อสารสมบูรณ์ การให้ความสำคัญในการพัฒนาตัวเองให้เป็นนักสื่อสารที่ดีควรพัฒนาทักษะดังนี้
  - การสร้างความสัมพันธ์ที่ดี
  - การพูดให้จูงใจผู้ฟัง
  - การรับฟังความต้องการของผู้ฟัง
  - การเรียนรู้และเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์
  - การมองผู้ฟังด้วยทัศนคติเชิงบวก       
           การพัฒนาด้านการสื่อสารกับผู้อื่นต้องคอยจับสัญญาณการเชื่อมต่อระหว่างเรากับผู้ฟังให้ได้ก่อน เพราะหากการเชื่อมต่อไม่สมบูรณ์การสื่อสารย่อมติดๆ ขัดๆ ตัวอย่างของการเชื่อมต่อ เช่น 
           ผู้ฟังให้ความสนใจ, ผู้ฟังเห็นด้วยและมีส่วนร่วม, ผู้ฟังเปิดเผยแนวความคิด 
ทักษะของการสื่อสารที่ดี ควรได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สุดท้ายก็จะกลายเป็นธรรมชาติในตัวเอง

การสร้างความสัมพันธ์ที่ดี
                 นักสื่อสารจะสร้างความสัมพันธ์ก่อนการสื่อสารโดยการเข้าใจความต้องการของผู้ฟัง พูดในเรื่องที่ผู้ฟังสนใจ อยู่ในโลกของผู้ฟัง มีความรักให้กับผู้ฟัง อยากช่วยเหลือผู้ฟัง มากกว่าความต้องการของผู้สื่อสารเพียงอย่างเดียว ทำให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึกที่ดี และความเข้าใจในเจตนาของผู้สื่อสาร ว่าต้องการสื่อสารเพื่อจุดประสงค์ใด ถ้าผู้สื่อสารเปิดใจก่อน ก็จะได้รับการเปิดใจจากผู้ฟังเช่นเดียวกัน

การพูดให้จูงใจผู้ฟัง

             นักสื่อสารที่ดีจะเริ่มต้นการพูดน่าสนใจ มีพลังในการสื่อสารกระตุ้นให้ผู้ฟังเกิดความกระตือรือร้นที่จะรับฟัง โดยการทำให้ผู้ฟังมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ชัดเจน เห็นคุณค่าและประโยชน์จะเกิดขึ้นเมื่อนำไปปฏิบัติ เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับผู้ฟังมากกว่าเรื่องของผู้สื่อสาร หากเป็นเรื่องของผู้สื่อสารก็เป็นเพียงประสบการณ์ที่อยากให้ผู้ฟังได้นำไปคิดและประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ฟังอีกทีหนึ่ง

การรับฟังความต้องการของผู้ฟัง

         นักสื่อสารบางคนพยายามที่จะสื่อสารความต้องการของตัวเอง จนลืมทำหน้าที่รับฟัง ทำให้ผู้ฟังปิดรับการสื่อสารด้วยเช่นกัน เพราะผู้ฟังก็อยากให้ผู้สื่อสารเข้าใจความต้องการของเขาด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้นนักสื่อสารที่ดีจะสนใจความต้องการของผู้ฟัง และสื่อสารข้อความหรือข้อมูลที่ตรงกับความต้องการ การสื่อสารก็จะเกิดประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย ทำให้ข้อมูลไม่ตกหล่น เนื่องจากเป็นสิ่งที่ผู้ฟังต้องการจะรับฟังอยู่แล้ว

การเรียนรู้และเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์

           การสื่อสารที่ดีถ้าเราเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ ซึ่งผู้ฟังอยากได้รับความสนใจ อยากได้รับการยอมรับ และชอบคำชมมากกว่าคำตำหนิ หากนักสื่อสารเรียนรู้และเข้าใจธรรมชาติของผู้ฟัง และปฏิบัติตัว ดังที่มนุษย์ทุกคนต้องการ ก็จะทำให้นักสื่อสาร สามารถต่อเชื่อมกับผู้ฟังได้ง่าย และตรงตามที่ผู้ฟังต้องการ จะทำให้ข้อความหรือข้อมูล และวิธีการที่ใช้ในการสื่อสาร เหมาะสมกับผู้ฟังมากยิ่งขึ้น แต่หากนักสื่อสาร หลีกเลี่ยง หรือไม่สนใจธรรมชาติของมนุษย์ สนใจในสิ่งที่ต้องการสื่อสารเพียงอย่างเดียว ย่อมทำให้ไม่ได้รับการตอบสนองจากผู้ฟังเต็มประสิทธิภาพ

การมองผู้ฟังด้วยทัศนคติเชิงบวก

            การสื่อสารให้กับผู้อื่น ย่อมไม่ราบรื่นทุกครั้งไป เนื่องจากความคิดเห็นของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน ภาษาที่ใช้อาจถูกตีความไปอีกแบบหนึ่งได้  ดังนั้นนักสื่อสารต้องมองผู้ฟังด้วยทัศนคติเชิงบวก ไม่ตีความด้านลบ และไม่จินตนาการไปเองว่าผู้ฟังรู้สึกอย่างไร เพราะมิเช่นนั้นนักสื่อสารก็จะใช้น้ำเสียง สีหน้า กริยา และคำพูดที่เป็นเชิงลบได้ ซึ่งจะทำให้เกิดการต่อต้านจากผู้ฟังด้วยเช่นกัน คนมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันเป็นเพราะ 
     - ความเชื่อไม่เหมือนกัน 
     - ค่านิยมที่ยึดถือแตกต่างกัน 
     - ประสบการณ์ในอดีตไม่เหมือนกัน 
     - กฎ-มาตรฐานที่เกี่ยวข้องด้วยกัน

           ดังนั้นหากต้องการให้การสื่อสารสมบูรณ์และเกิดประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย นักสื่อสารควรระวังแนวความคิดที่แตกต่างกันตรงนี้ไว้ด้วย

           การพัฒนาการสื่อสารของตัวเองไม่ยาก เพราะเรามีโอกาสที่จะสื่อสารกับบุคคลทั่วๆไปอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นหากฝึกฝนและปรับปรุงให้ดีขึ้นไปเรื่อยๆย่อมทำให้เรากลายเป็นนักสื่อสารที่ดีในอนาคตแน่นอน   “การสื่อสารที่ดี คือ ผู้ฟังได้ประโยชน์จากเรื่องที่เราสื่อสารไป”


           ในการจัดการเรียนการสอน ครูผู้สอนต้องใช้ทักษะการสื่อสารหลายทักษะ
ร่วมกัน เพื่อจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนมีความรู้ มีทักษะ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามที่กำหนดไว้  และนอกเหนือจากการสอนแล้ว  ครูต้องทำงาน
ด้านอื่นๆ ในสถานศึกษาด้วย  จะเห็นได้ว่าการทำงานของครู จะต้องอาศัย
ทักษะการสื่อสาร ซึ่งประกอบด้วย "การฟัง การอ่าน การพูด และการเขียน"

1. ทักษะการฟัง (Listening Skills) ครูจะใช้เพื่อ

            - เก็บและรวบรวมข้อมูล
            - แลกเปลี่ยนข้อมูล
            - รับฟีดแบค
            - ให้เข้าใจเรื่องราว
            - เรียนรู้เรื่องราว
            - สร้างสายสัมพันธ์
            - ได้ทราบมุมมองที่แตกต่าง
            - เพื่อให้การช่วยเหลือ
            - ขจัดข้อขัดแย้ง
            - สร้างความไว้วางใจ

2. ทักษะการอ่าน (Reading Skills) ครูจะใช้เพื่อ


          - แสวงหาความรู้ ค้นหาคำตอบ
           - ตรวจสอบงานของนักเรียน
           - ทำความเข้าใจเนื้อหา
           - เพิ่มเติมองค์ความรู้
           - รับรู้วิทยาการก้าวหน้า
           - กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์
           - ให้เห็นหลากหลายมุมมอง
           - เกาะติดกระแส ทันสมัยต่อเหตุการณ์
           - ฝึกทักษะการคิด
   
3. ทักษะการพูด (Speaking Skills) ครูจะใช้เมื่อ


           - ให้/ถ่ายทอด/แลกเปลี่ยนข้อมูล
           - อธิบายสร้างความกระจ่าง
           - สร้างบรรยากาศ
           - สร้างสายสัมพันธ์
           - ให้ฟีดแบค
           - ให้กำลังใจ
           - ถามกระตุ้น
           - นำเสนอมุมมองแตกต่าง
           - โน้มน้าว

4. ทักษะการเขียน (Writing Skills) ครูจะใช้เมื่อ

           - สร้างความเข้าใจและความน่าสนใจ
           - สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เช่น แนวคิดหลักการ องค์ความรู้ หนังสือ
           - ถ่ายทอดเรื่องราว
           - บันทึกเรื่องราว
           - เล่าเรื่อง อธิบาย
           - แสดงความคิดเห็น
           - แนะนำให้คำปรึกษา

"การสื่อสารในการเรียนการสอน"
1. กระบวนการสื่อสารในการเรียนการสอน ประกอบด้วย..
    ครู, เนื้อหาบทเรียนหรือกิจกรรมต่างๆ, ช่องทางสื่อสาร, ผู้เรียน, สิ่งรบกวน
2. ลักษณะการสื่อสารระหว่างครูผู้สอนกับผู้เรียน เป็นการสื่อสารเพื่อให้เกิด
    ความรู้ กล่าวคือ..  เป็นการถ่ายทอดความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์
    ตลอดจนการอบรมสั่งสอน อาจเป็นการสื่อสารแบบทางเดียวหรือสองทาง
    ควรมีการเน้นหรือทบทวนคำสั่งหรือข้อตกลง เพื่อให้เกิดความจำ
    และความเข้าใจที่ถูกต้อง การสื่อสารควรมีลักษณะสร้างแรงบันดาลใจ
    เป็นกันเอง แสดงถึงความเอื้ออาทร และมีเจตคติที่ดีต่อกัน
3. การปรับใช้การสื่อสารกับกระบวนการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ
    ครูที่มีการสื่อสารที่ดีจะช่วยให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้อย่างมีความหมาย มีชีวิต
    ชีวา มีเจตคติที่ดีต่อผู้สอนและบทเรียน  เรียนรู้ได้อย่างเข้าใจ ครูผู้สอนควร
    ใช้สื่อการสอนสองทางให้มากที่สุด เพื่อประเมินว่าการถ่ายทอดเนื้อหา
    สาระไปสู่ผู้เรียนได้ผลอย่างไร ครูและผู้เรียนสามารถปรับกระบวนการ
    สื่อสารให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์


อ้างอิง: http://jiranuch9614.blogspot.com/
จัดทำโดย นางสาว ญาสิณี สังข์ขาว ชั้นมัธยมศึกษาปีที่๕/๒ เลขที่๒๑

นิทานพื้นบ้าน